ผมย้ายบ้านแล้วครับ
ความคิดที่จะย้ายเนี่ย เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อน สาเหตุก็ง่ายๆ คือ บ้านเก่าผมมันหายไปไหนก็ไม่รู้ สิ่งที่มาแทนที่ความว่างเปล่าบนผืนดินเก่าของผม มีเพียงปากกาเดอะด๊อกสีน้ำเงิน อันที่จริง ดูเหมือนมันเคยเป็นปากกาของผมมาก่อนด้วย อาจจะเป็นปากกาที่ทำหายไปตอนเอาออกมาลอกชีทตอนมัธยมซักชั้น ข้างในปากกา พบโพยบทอาขยานบทหนึ่ง ลายมือแบบนี้ ใช่ล่ะ มันเป็นของผมแน่ๆ แต่ก็สุดแท้จะนึกออกว่าทำมันหายไปตอนไหน
จริงอยู่ที่ผมไม่ค่อยจะผูกพันกับบ้านซักเท่าไหร่ แต่จู่ๆหายไปแบบนี้มันก็ต้องมีหวิวใจกันมั่ง ลึกๆในใจก็อยากออกไปตามหาอยู่หรอก บ้านหลังนึงมันก็ไม่ใช่เล็ก มองหาก็คงไม่ยาก ขโมยต้องไปได้ไม่ไกลแน่ๆ แต่ลองคิดดูดีๆ ถ้ามันคิดจะขโมยไปจริงๆ มันก็ต้องเตรียมแผนการเคลื่อนย้ายเอาไว้อยู่แล้ว เป็นไปได้ว่ามันอาจไม่ใช่ขโมย อาจเป็นแบบอื่น แต่จะเป็นแบบไหน ผมก็ไม่รู้ได้ เอาเป็นว่า พอผมกลับมาจากเซเว่น บ้านมันก็หายไปแล้ว ส่วนความคิดที่ว่าจะไปแจ้งความ ตำรวจก็คงไม่เชื่อ บอกให้ไปปรึกษาแพทย์และให้ผมกลับมาหาบ้านอีกทีเป็นแน่แท้
ผมนั่งหมุนปากกาอยู่บนผืนดินที่ว่างเปล่า เพื่อนบ้านต่างก็เข้ามาทักและแสดงความเสียใจ และบางคนก็มาสมเพช แน่ล่ะ บ้านหลังเดียวยังดูแลไม่ได้ แล้วจะไปดูแลห่าอะไรได้ และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือไม่มีใครบอกได้เลยว่ามันหายไปตอนไหน ต่างคนต่างพูดไม่ตรงกัน บ้างบอกว่าหายไปตั้งแต่ประมานแปดโมง บ้างก็ว่าบ่ายสาม บ้างก็ว่าทุ่มกว่าๆ แต่สิ่งที่ตรงกันอย่างเดียวก็คือ เมื่อหันหน้าไป มันก็หายไปแล้ว
(ไม่ต้องถามว่าทำไมผมไปอยู่เซเว่นโคตรนาน อันที่จริงผมหมายถึงไปทำธุระส่วนตัวก่อนจะแวะเซเว่น คนเราจะให้เดินทางเป็นเส้นตรงอย่างเดียวมันคงเป็นไปไม่ได้หรอก และหากถามว่าธุระส่วนตัวคืออะไร ผมก็คงตอบให้ไม่ได้ เพราะมันจะกลายเป็นธุระส่วนรวม)
ไม่นานนักทุกคนก็กลับเข้าบ้านตัวเอง กลับไปทำเรื่องราวส่วนตัวต่อตามกิจปรกติ ผมคิดว่าหากนั่งอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ บางทีผมอาจหายไปได้เหมือนบ้าน และอาจหาบ้านเจอก็ได้
ผมนั่งหน้าโง่อยู่ราวๆสามชั่วโมง พลันคิดได้ว่าหากไปโผล่ที่อื่นก็เีหี้ยน่ะซิ บ้านของผมมันอาจไม่ได้หายไปเป็นก้อน มันอาจหลุดลอยหรือสูญสลายเป็นอากาศธาตุไปแล้วก็ได้ ผมลุกขึ้นปัดตูดเบาๆแล้วก็ออกเดินหาที่ค้างแรมซักคืน ผมออกมาหน้าซอยหาอะไรประทังหิวแปปนึง พลันเห็นป้ายฟิวเจอร์บอรดสีขาวพาดด้วยตัวอักษรอังสนานิวสีแดงขนาดประมาน120 "บ้านใหม่ หลังสวน" เออ มันก็ดีอยู่หรอก ผมคิดว่าไอ้คนที่มาแปะนี่ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับการหายไปของบ้านผมแน่นอน แล้วไอ้หลังสวนนี่มันสวนไหนก็ไม่รู้
เวลานั้นประมานห้าทุ่มกว่าๆแต่ไม่รู้รถราหายไปไหนหมดหน้าเซเว่นก็มีแต่หมา จะหันไปถามรายละเอียดจากใครก็ไม่ได้ ด้วยความหงุดหงิดผมหยิบใบเสร็จโออิชิกรีนทีพับเป็นรูปนกกระเรียนปาใส่หมาตัวที่อยู่ใกล้สุด มันกระดิกหูเบาๆก่อนจะเงยหน้ามามองผม เหี้ยแล้วไง ผมเคยได้ยินมาว่าเจองูให้อยู่นิ่งๆ เจอหมีให้แกล้งตาย แม้ว่าหมาจะไม่เกี่ยวเหี้ยอะไรกับสัตว์สองประเภทข้างต้นและแน่นอนว่าไม่เกี่ยวกับเหี้ยด้วย แต่ผมก็เลือกทางออกที่ใกล้เคียงกันคือยืนแกล้งตายนิ่งๆ ตายแบบตาค้างด้วยนะเอาให้มันกลัวไปเลย
สายตามันยังคงจดจ้องมาที่หน้าผม หากเปรียบกับการฟันดาบของจอมยุทธจีนที่รู้ซึ้งถึงฝีมือคู่ต่อสู้พูดได้เลยว่า กูขยับก่อน กูโดนกัดแน่นอน อยู่ๆอากาศก็รู้สึกว่าอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างมากตัวผมค่อยๆร้อนขึ้นเรื่อยๆ ว่ากันว่าคนเราหลังจากตายอุณหภูมิจะลดลงอย่างฮวบฮาบ นั่นแปลว่า ณ ตอนนี้ร่างกายผมคงเร่งเผาผลาญพลังงานก้อนสุดท้ายก่อนจะกลายเป็นศพแน่แท้ โออิชิในมือกลับเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็งขั้วโลกใต้ คงเป็นเพราะประสาทสัมผัสที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติเพื่อเตรียมพร้อมใช้สัญชาติญาณรับมือกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เหงื่อผมไหลออกจากขมับทั้งสองข้าง ไหลเรื่อยมาจนถึงคิ้วทั้งสองก่อนจะมารวมกันบริเวณจมูก ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น
แหมะ
หมากระดิกหูอีกครั้งแล้วพรวดตัวลุกขึ้นพร้อมกับขนทั้งร่างของผม มันจ้องหน้าผมต่ออีกราวๆสามวินาทีก่อนจะเดินออกไป สายตาผมมองมันไม่กระพริบ แม้ว่าความกดดันจะค่อยๆคลายลงไปบ้างแล้ว แต่กลับรู้สึกว่าหากทำให้มันตกใจ มันคงวิ่งมากัดผมได้ด้วยความเร็วแสง ทางที่ดีรอให้มันไปไกลๆก่อนดีกว่า ห่าเอ๊ย ไม่ชอบโออิชิก็ไม่บอก ผมมองตามมันไปซักพัก ยกโออิชิขึ้นมาดูดหนึ่งอึกเบาๆ
นั่นไง
สวน
edit @ 17 Apr 2010 21:44:21 by repirnu