2009/Oct/26

ย้อนกลับไปราวๆสามล้านวินาทีก่อน

เวลาประมาณตีสอง

"ไอ้เปรตเอ๊ยยยย ถนนแม่งเป็นห่านอะไรไปหมดวะเนี่ย"
ผมขับอ้อมถนนใหญ่ออกมา ผ่านซอยเล็กๆแห่งหนึ่ง เห็นหญิงสาวคนหนึ่งสวมชุดคลุมยาวสีขาว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผีชัวร์ๆ ผมขับผ่านไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดมากกว่าความกลัว
"ถ้าจะขึ้นอย่างน้อยก็ต้องมีตังจ่ายค่ามิเตอร์ซิวะ" ผมเลี้ยวเข้าซอยอีกซอยหนึ่งคาดว่าจะทะลุไปที่ถนนใหญ่ด้วยความเร็วแสง ทันใดนั้นก็เห็นกลุ่มคนราวๆสามคนยืนโบกรถ

"ไปปากซอยข้างหน้านี่ครับ"

"ขึ้นโลด"
สวยยยยยย ออกถนนใหญ่พร้อมเงินอีกต่างหาก

ปัง!! ขึ้นมาเบ็ดเสร็จหนึ่งคนถ้วน
"อ้าวที่เหลือล่ะ"
"แค่มาส่งผมน่ะ" ผมหันไปมองอีกสองคนที่เหลือเดินหายเข้าไปในความมืด
"แล้วก็ ต้องเปลี่ยนเป้าหมายนิดหน่อยนะลุง"
"อะไรนะ?" ผมไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกรึเปล่า ขึ้นรถแล้วจะเปลี่ยนที่งั้นหรอ โอเคไม่เป็นไร ถ้าเราไม่ไป แค่จอดทิ้งไว้เฉยๆเดี๋ยวมันก็ลงรถไปเอง

"ขับไปเรื่อยๆจนกว่าผมจะตาย"
อ้าว ไอ้หอกนี่ กวนตีนกูนี่หว.... ผมยังคิดไม่ทันจบประโยค ก็ต้องชะงักไป
อะไรบางอย่างจ่ออยู่ที่คอของผม มันกดลงบนคอลึกลงไปเรื่อยๆ ของเหลวอุ่นๆเริ่มไหลออกมาจากคอ ร่างกายเริ่มสั่นเทา ผมค่อยๆเอื้อมมือไปเร่งแอร์ให้เย็นขึ้น รู้สึกร่างกายร้อนขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เหงื่อกาฬไหลพล่านทั่วตัว หรือนี่จะเป็นอาการปกติของความกลัว
"ลุงคงรู้ความหมายของมันนะ... ก็อย่างที่ผมบอก ...ขับไปเรื่อยๆ"

เรื่อยพ่อมึงซิ มึงจะเลื่อยคอกูอยู่แล้วเนี่ยย!!

"อ่า น้องครับ ใจร่มๆก่อนนะครับ โลกนี้มันมีอะไรให้ทำเยอะกว่าการฆ่าแท็กซี่นาเหวย ยิ่งเคยมีปัญหาเด็กฆ่าแท็กซี่เพราะเกมส์GTAอยู่ด้วย สงสารลุงเถอะครับ ลูกๆหลานๆลุงจะได้มีโอกาสเล่นเกมส์กันได้ต่อไป อย่าให้มันต้องโดนแบนเพราะน้องเลย"

ตายห่า กูไม่ได้อยากจะพูดแบบนี้นี่หว่า คงเป็นเพราะความกลัวบัดซบเลยทำให้เผลอพูดอะไรไม่เข้าท่าออกไปเป็นแน่แท้

"ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ถึงลุงตาย วิญญาณลุงก็ตกเป็นทาสผม และแน่นอนลุงต้องขนศพตัวเองไปตลอดทาง"

แน่ะ ไอ้เปรซซ...มีพูดให้กำลังใจกันอีก

พลันสายตาเหลือบไปเห็นยาริสสีแดงเลนข้างๆ ...คนขับสวยชะมัด
พลับเสียงบีบแตรก็ดังสนั่น
พลันเห็นรถวิ่งสวนเข้ามา
4เมตร ไม่สิ อาจเป็น2เมตรก่อนเกิดการปะทะ ก่อนพิสูจน์กฏโมเมนตัม

ก่อนผมหลับตา

ทุกอย่างมืดสนิท

ก็ดี ชึวิตกูมันก็ไม่มีเหี้ยไรดีอยู่แล้ว
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"2-2 กูชนะ"
"ชนะพ่อง ไอ้เหี้ยฬ"
"ก็กูบอกว่า กู-ชะ-นะ ได้ยินชัดไม๊ไอ้กาก พรุ่งนี้ก่อนเคารพธงชาติ สามพันต้องวางอยู่บนโต๊ะกู"
"ไม่...."
"ทำไม มึงจะทำไมกู มึงเล่นกับกูก็ต้องใช้กติกู เข้าใจไม๊" มันเดินมาจับหัวผมกดลงไปก่อนจะกระซิบเบาๆ
"หรือจะให้กูเอาที่อยู่บ้านมึงไปให้ไอ้ตุ๋ย ได้ข่าวว่าช่วงนี้มึงอยู่คนเดียวด้วยสิ....รับรอง คืนนี้สนุกแน่ พยักหน้าซิวะ พยักหน้าแล้วบอกกูว่า แบ๊งพันใหม่ๆสามใบจะวางอยู่บนโต๊ะท่านด๊องในวันพรุ่งนี้ก่อนที่ประชาชนทั้งประเทศจะร้องเพลงชาติ"
"ไม่.." เสียงผมอยู่ในลำคอ
มันเงียบไปครู่หนึ่ง
"เหอะ กากเอ๊ยย" มันสบถ ก่อนจะจากไป

"....ก...กู...ไม่ยอม.."เสียงผมยังคงอยู่ในลำคอ

"ค่ากีฬาสี"ถูกใช้เป็นข้ออ้างขอเงินแม่ในวันรุ่งขึ้น

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"เลิกกันเถอะ เราดีเกินไป เรามีคนใหม่แล้ว นายมันกาก บ๊ายบายนะ ถ้ายังอยากหาแฟนอีก เราแนะนำเสาไฟฟ้าต้นนั้นนะ ตอนกลางคืนมีหมามาฉี่เยอะ เราว่าเหมาะกับเธอดี" เธอบอกลาด้วยใบหน้าที่ดีใจที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้

ผมเดินไปคุยกับเสาต้นนั้น แต่น่าแปลกมันฟังผมพูดมากกว่าคนอื่นซะอีก มันคงเหมาะกับผมจริงๆน่ะแหละ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"มึงเรียกนี่ว่าเสร็จแล้วหรอ กูว่ากูสั่งให้คนทำนะไม่ใช่หอยเม่น แล้วนี่มันอะไรวะ งานแบบนี้ถ้ากูรับ มาตรฐานบริษัทคงไม่ต่างจากร้านขายเฉาก๊วยหน้าซอย เอ้อ จริงสิ กูว่าบางทีเฉาก๊วยอาจทำได้ดีกว่ามึงอีกนะ เพราะงั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปไม่ต้องมาที่นี่อีก ส่วนเงินเดือนก็...นะ..."เขาเดินมาตบไหล่โดยไม่พูดอะไรต่อ ก่อนเดินจากไป

วันรุ่งขึ้นผมก็ขับแท็กซี่ และเลิกกินเฉาก๊วย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"ถ้ารถเป็นอะไรไปคงแย่นะ"

เสียงเด็กเปรตนั่นปลุกผมจากภวังค์ รถผมยังอยู่ดี ร่างผมยังอยู่ครบ แน่นอนว่าร่างมันด้วย

"ม..."
"ขี้เกียจอธิบายนะ เอาเป็นว่า ตอนนี้ไม่มีใครเห็นเราและไม่มีใครเปลี่ยนแปลง'สภาพ'เราได้ เพราะงั้นขับต่อไป ไม่ต้องงง"

ไอ้เป็ดเอ๊ยยยยย ชาตินี้กูจะได้พูดจบประโยคไม๊วะเนี่ย แค่อยากจะพูดว่า"เมื่อยมือจัง"เนี่ยนะ
"งั้น.....เราจะไปไหนกันดี"

"ดาวเนปจูน"
.

.

.

.

ควย

แล้วมันจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่ามิเตอร์

นั่นเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายก่อนเราผ่านดอยสุเทพ

=============================================================

กลับมาที่ปัจจุบัน เวลาประมาณบ่ายสามโมง มิเตอร์พังไปแล้ว

"ทำไมถึงเลือกลุง"ผมตัดสินใจพูดออกไปเป็นครั้งแรกหลังจากขับผ่านประเทศอุรุกวัย

"....หมายความว่ายังไง ..  ลุงเชื่อเรื่องผู้ถูกเลือกอะไรยังงั้นด้วยเหรอ ลุงเชื่อเรื่องดาบเอ๊กซ์คาลิเบอร์เลือกกษัตริย์อาเธอร์? เชือเรื่องปีเตอร์ พาร์กเปอร์ถูกเลือกให้เป็นสไปเดอร์แมน? ให้ตายเหอะ ผมล่ะเกลียดชะมัดกับความคิดแบบนี้ จริงๆแล้วมันไม่ได้มีการเลือกอะไรทั้งนั้นหรอกนะ ดาบมันก็อยู่อย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว ใครจะดึงขึ้นก็ไม่เป็นแปลก แมงมุมมันก็แค่อยากกัดอะไรซักอย่างหลังจากถูกทดลอง ลุงก็แค่ขับรถผ่านมาตอนที่ผมอยากขึ้นรถ มันก็แค่นั้น ลุงลองคิดมุมกลับดูซิ ลุงอาจจะเป็นคนเลือกผมเองต่างหาก เลือกมารับอย่างถูกที่ถูกเวลา งั้นผมลองถามกลับดูว่าทำไมลุงถึงเลือกผม่ะ"
".....ฮะ....อะไรนะ..... อ๋อๆๆ เอ้อนั่นแหละๆแค่ขับผ่านน่ะ" ผมไม่ได้ฟังมันพูดตั้งแต่ดาบเอ๊กๆอะไรของมันนั่นแล้ว
"แล้วเมื่อไหร่เราจะถึงดาวเนปจูน"
"ลุงต้องเหาะ"

ทันใดนั้นรถก็ค่อยๆยกสูงขึ้นเรื่อยๆ

ทำไมมึงไม่ทำแต่แรกว๊า
"นั่นน่ะซิ" ผมไม่แน่ใจว่ามันพูดลอยๆหรืออ่านใจผมได้

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กลับไปสู่อนาคต บริเวณดวงจันทร์ไททัน

ณ ตอนนี้ในหัวผมมีแต่ความว่างเปล่า ผมใช้เวลาในการขับรถแทบทั้งชีวิตพลางคิดไปถึงเรื่องต่างๆในอดีต คิดพลางขับรถ ขับรถขณะคิด คิดจนไม่มีอะไรให้คิดอีก คิดจนลืมว่าก่อนหน้านี้คิดอะไรอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นนานเข้าหัวผมจึงอยู่ในสถาวะว่างเปล่า เพื่อให้รู้ว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่ผมจึงขับรถต่อไป

"เมื่อไหร่มึงจะตาย" ผมพูดประโยคสุดท้ายในหัวของผมออกมา และลืมไปในทันทีว่าพูดอะไรออกไป

"......ผมตายแล้ว" มันตอบพลางยิ้มเท่าที่ทนุษย์จะทำได้เหมือนแฟนเก่าของผม จะต่างกันตรงที่ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นมนุษย์รึเปล่า

เหมือนมีอะไรบางอย่างมาปลดตัวผมออกจากรถ ประตูหลุดออกเป็นชิ้นๆ ผมค่อยๆลอยออกมาสู่อวกาศ เฉกเช่นอุกกาตที่ไร้จุดหมาย ผมไม่แม้แต่จะเหลียวมองรถ ในหัวผมคิดได้เพียงแค่

 

เด็กนั่นตายแล้ว

2009/Sep/03

ดูต้นไม้ต้นนั้นซิ

ลิงโง่ตัวนั้นกำลังไต่เถาวัลย์นั่นอยู่ เถาวัลย์สีเขียวแต่หนามที่ผิวโดยรอบกลับถูกย้อมด้วยสีแดงจากเลือดลิงตัวนั้น ทุกครั้งที่มือมันคว้าไขว่ไปบนเถาวัลย์ เลือดสดๆก็จะหยดย้อยลงมาเบื้องล่าง มันกำลังจะไต่ขึ้นไปหาอะไรกันแน่ก็ยังเป็นที่สงสัยอยู่

ในตอนนั้นเองที่นิ้วของมันไม่อาจทนความแหลมคมของหนามได้จึงหลุดร่วงหล่นตุ้บลงมาข้างล่าง รากของต้นไม้นั้นก็ดูดเอาเศษซากจากเนื้อนั้นเข้าไปในลำต้นอย่างตะกละตะกราม นี่มันต้นอะไรกันนี่ ลิงตัวนั้นกลับไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ราวกับมันมีชีวิตเพียงเพื่อปีนต้นไม้เท่านั้น 

มันเปลี่ยนแขนทั้งสองข้างทิ้ง โดยใช้แขนสำรองที่อยู่ในกระเป๋าหน้าท้อง(เมื่อแขนตกลงสู่พื้น เหตุการณ์เช่นเดียวกับนิ้วก็เกิดขึ้นอีกครั้ง) มันใช้หางล้วงเข้าไปในปาก ควานหากุญแจที่อยู่ในกระเพาะ ค่อยๆหยิบกุญแจที่ใหญ่กว่าตัวออกมา ขณะที่กุญแจครูดผ่านปาก เลือดก็สาดกระเซ็นออกมาอีกครา ผมเห็นฟันของมันหลุดออกมาไม่ต่ำกว่า10ซี่

แต่คราวนี้มีเหตุการณ์ที่ต่างจากเดิมเล็กน้อย

เพราะเมื่อฟันเหล่านั้นตกสู่พื้น มันกลับไม่ได้ถูกรากดูดแต่อย่างใด แต่ค่อยๆเปลี่ยนสภาพ เริ่มจากบริเวณส่วนรากฟันที่ค่อยๆเจริญกลายเป็นขา และส่วนอื่นๆก็เริ่มทยอยตามกันมาทีละน้อย จนมีลักษณะเช่นเดียวกับมนุษย์ มนุษย์เหล่านั้นก็ยืนดูลิงตัวนั้นไต่ขึ้นข้างบนต่อไป

นาทีแรกพวกมันหยิ่งยะโสและเมิณผม แต่ตัวที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าอันเกิดจากฟันกรามก็เริ่มประชุมกับตัวอื่นๆ เกิดเสียงจอแจขึ้นโดยที่ผมไม่สามารถเข้าใจภาษาของพวกมันได้ ในทีสุดพวกมันก็เงียบและหันมาทางผม

ผมคิดว่าพวกมันคงเหมือนๆกับผม ผมจึงเริ่มพูดกับพวกมันด้วยคำถามเดียวกัน

"คิดว่าข้างบนนั้นมีอะไร" ผมถามในสิ่งที่ผมเองอยากรู้ที่สุด

ตัวแรกที่อยู่ใกล้ผมที่สุดตอบว่า"ตัวเมีย"

ครอบครัว บ้าน สวรรค์ นักปราชญ์ หนังสือ นักบวช จิตวิญญาณ ...ฯลฯ คือคำตอบของตัวต่อๆมา

พวกมันเริ่มพ่นความคิดออกมาเรื่อยๆจนเริ่มไม่เกี่ยวกับคำถามของผม เมื่อแต่ละตัวมีความเห็นไม่ตรงกันเสียงเอะอะโวยวายเกิดขึ้นเป็นธรรมดา พวกมันเริ่มพูดกันเองมากกว่าพูดกับผม ไม่นานนัก จากคำพูดก็เปลี่ยนเป็นคำด่าทอ และพัฒนาต่อเป็นการใช้กำลัง จากน้ำลาย

ก็กลายเป็นเลือด

น่าแปลกที่หัวหน้าของมัน(ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น)กลับยืนนิ่งราวศิลาผา ผินสายตามองลิงที่ไต่ขึ้นไปอยู่เนืองนิจ ผมหันไปมองตาม บัดนี้ ลิงตัวนั้นได้หายไปกับใบไม้ที่หนาทึบบนยอดไม้แล้ว

เสียงเอะอะโวยวายเงียบลง เมื่อผมหันกลับมามองก็พบว่าพวกมันกลายเป็นซากศพกันหมดแล้ว(ดูเหมือนหัวหน้าของพวกมันจะถูกตัดคอ หลังจากผมละสายตาไปได้ไม่นาน) พวกมันไม่ได้กลับกลายเป็นซี่ฟันเฉกเช่นตอนแรกและไม่ได้ถูกรากไม้ดูด แต่กลับเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งลอยเคล้าคลอไปกับกลิ่นคาวของเลือด ผมอาจพลาดเหตุการณ์สำคัญบางอย่างไปก็จริง แต่น่าเสียดายที่พวกมันจะต้องพลาดไปตลอดกาล

ตอนนี้ผมได้คำตอบแล้วว่าผมต่างกับพวกมันตรงไหน

ผมคิดเพียงว่า ข้างบนนั้นน่าจะมี"กล้วย"ก็เท่านั้นเอง

แล้วลิงตัวนั้นก็เริ่มไต่ลงมา

ผมหันกลับไปมองบนต้นไม้อีกครั้งหนึ่ง...

.

.

.

edit @ 3 Sep 2009 14:55:22 by repirnu

2009/May/10

โลกเราเต็มไปด้วยเรื่องเล่า

เรื่องเล่ามากมายล้วนมาจากปากของผู้คน หรือจากตัวหนังสือที่บันทึกจากปากของผู้คนอีกที

ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เรื่องที่ไม่มีความจริง และเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นจริง

ผมเองก็เปนคนชอบฟังเรื่องเล่ามากกว่าที่จะทำหน้าที่เล่าเรื่อง พูดได้ว่าชีวิตของผมได้ผ่านและพบเจอเรื่องเล่าต่างๆมาแล้วมากมาย แต่ในจำนวนนั้นมีเพียงไม่กี่เรื่องที่จดจำอยู่ในตัวของผม อยู่ในกระแสโลหิตที่ฉีดพล่านไปทั่วร่างกาย เปรียบเสมือนพันธะที่ยึดผมเอาไว้ระหว่างตัวผมและความเชื่อของผม

เอาล่ะ ผมจะเล่ามันให้คุณฟัง แม้จะไม่ถนัดนักก็ตาม

เรื่องของเรื่องก็คือ

          ในอดีตกาล มนุษย์ยังโง่เขลาเพราะไม่มีตึกอุ๊ และยังไม่วิวัฒนาการณ์จนขึ้นมายืนบนผืนพิภพด้วย plantigrade ทั้งสองข้าง ในยุคสมัยที่กระต่ายยังสูบบุหรี่ กูปรียังกินอาหารหมา มัจฉายังทำกล้วยบวชชี ชะนียังใส่แกมโบล โกปิโก้ยังมีสีเหลือง และนักการเมืองยังไม่โกงประเทศชาติ
           ยังมีหมีโคอาล่าตัวนึง นามว่า"โคปรอสโซ่" คุมอาณาเขตวินมอไซค์อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมระหว่างเขตการค้าเจลาตินเสรีและตลาดมาชเมลโล่มืด โคปรอสโซ่ไม่ใช่โคอาล่าธรรมดา หากแต่เป็นโคอ่าล่าที่ใฝ่รู้และรักในการเรียนวิชาฟิสิกส์อะตอมอย่างสูง(แน่นอน สมัยนั้นยังไม่มีapplied physicsเช่นกัน) เขาพยายามอธิบายสิ่งต่างๆที่เล็กกว่าอะตอมด้วยทฤษฎี"G-String" แต่กลับไม่มีใครเข้าใจ ล่าสุดเขาพยายามอธิบายกฏแรงโน้มถ่วงของโลกหลังจากเห็นเพื่อนของเขาที่ชื่อนิวตันกระโดดหน้าผาเพื่อประท้วงนโยบายบางอย่างของรัฐบาล

เราพักเรื่องโคปรอสโซ่ไว้แค่นี้ก่อน

           นอกอาณาเขตของโคปรอสโซ่ เป็นดินแดนสีชมพูของราชาสิงห์โตตัวหนึ่ง นามว่า"มาโต้" ในอดีตทุ่งหญ้าแห่งนี้ก็เป็นสีเขียวน่ะแหละ แต่ด้วยความสามารถในการล่าเหยื่อของสิงห์โตมาโต้ ทำให้เลือดของเหยื่อสาดกระเซ็นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า นานวันเข้าพื้นที่บริเวณนี้ก็กลายเป็นสีแดงฉาน กำลังคิดอยู่ล่ะซิว่าเกี่ยวอะไรกับสีชมพู แน่ล่ะ ฤดูการของโลกย่อมมีการผันแปร เมื่อเข้าฤดูฝน ฝนก็จะชำระล้างเลือดเหล่านี้ออกไปคงเหลือไว้แต่เพียงสีชมพูระเรื่อประดุจหัวนมของเด็กวัยขบเผาะที่น่า....เอ่ออ ช่างเถอะ

           วันหนึ่ง สิงห์โตมาโต้กำลังกระชากเนื้อกวางส่วนlatissimus dorsiออกมากินด้วยความหิวกระหาย ขณะที่มันกำลังภูมิใจกับcanineของตนนั้นเอง พลันนึกขึ้นได้ว่าลืมเก็บผ้าที่ตากเอาไว้ (แน่นอน ผ้าพวกนี้ไม่ได้เอาไว้ใส่หรอก แต่จะเอาไปทำอะไรก็สุดแท้แต่ภูมิปัญญาของสิงห์โตเอง) มันวิ่งเต็มสตรีมเท่าที่tibiaของมันจะทานทน จนไปถึงบ้าน แล้วนึกขึ้นได้อีกทีว่า ฝนไม่ตกนี่หว่า แล้วจะกลับมาเก็บทำไม

          อีกวันหนึ่ง สิงห์โตมาโต้ พบองุ่นบนต้นไม้ใหญ่ พลันนึกสงสัยในความอร่อย มันเคยได้ยินจากเป็ดก่อนจะตายตัวหนึ่งว่า

"อะ........องุ่น....อะ....อร่อยจริงๆนะลองกินดูซิ บ๊ายบาย"

แล้วก็สิ้นลม ตอนแรกมันคิดว่านี่คงเป็นไดอิ้งแมสเซจเป็นแน่แท้ แต่เมื่อมันลองถามเพื่อนร่วมรุ่นสมัยม.6ดูก็พบว่า ไวน์องุ่นนั้นรสชาติล้ำเลิศ เพราะองุ่นนั้นแท้จริงแล้วคือหัวนมที่ถูกบีบรัดแน่นจนกลายเป็นสีม่วงของมังกรหลายๆตัว หากใครได้ชิมแม้เพียงจิบเดียวก็จะรู้สึก........อยากกินอีกจิบนึง ว่ากันว่าองุ่นนี้จะตกลงมาบนโลกทุกครั้งที่มังกรเหล่านั้นเล่นดีดหัวนมกัน ....เอ่อ ดีดหัวนมเนี่ยนะ สิงห์โตมาโต้คิด แต่ไม่ได้ถาม

           มันพยายามปีนต้นไม้อยู่นานแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ
           "มะหมี่ขูดมะพร้าวทำกับข้าวอยู่ในครัว" มันรำพึงพลางสงสัยว่าใครคือมะหมี่

          ในขณะที่มันกำลังจะเลิกล้มความตั้งใจนั้นเอง สายตาอันเฉียบแหลมของมันพลันเหลือบไปเห็นลิงตัวหนึ่งกำลังปีนขึ้นไปเก็บมะพร้าวบนต้นให้นิ่มเกล็ด

"เปร๊าะ!!!"

เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นบริเวณส่วนfrontalของกระโหลก มันไม่รู้ว่าเป็นเสียงของภาวะกระดูกพรุนอันเกิดจากภาวะขาดแคลเซียมหรืออย่างไร มันไม่สนใจ เพราะเสียงนั้นทำให้มันคิดวิธีเก็บองุ่นแบบมายแมปปิ้งได้ง่ายๆ

"เราต้องใช้ลิง!!!" มันรำพึงอีกครา

 

             ใช่ว่าในทุ่งสีชมพูนี้จะมีลิงอยู่มาก ยิ่งเป็นลิงที่ปีนต้นไม่ได้ด้วยแล้ว ยิ่งน้อยไปใหญ่....อะไรนะ ลิงปีนต้นไม้ได้ทุกตัวอยู่แล้วงั้นหรอ... อ่า เอาเป็นว่ามีน้อยมากๆก็แล้วกัน

มันใช้เวลาอยู่หลายวันในการทำตามแผนการให้สำเร็จ กว่ามันจะปีนไปเก็บองุ่นได้arteryตาก็แทบกระเด็น

 

 

แน่ล่ะ กว่าจะหาศพลิงมากมายขนาดนี้มาทำเป็นฐานปีนไปเก็บองุ่นได้ ก็เล่นเอาลิงแทบหมดป่ากันเลยทีเดียว
(ทำไมไม่ใช้ศพช้างวะไอ้ไง่.......เอ่อ ไม่ซิ รู้สึกจะมีวิธีที่ดีกว่านั้นนะ)

มันค่อยๆกินองุ่นทีละเม็ดอย่างดื่มด่ำแลกำซาบในรสชาติ

เมื่อหมดเม็ดสุดท้ายมันถึงกับอุทานออกมาว่า

"อื้มมม องุ่น"

 

 

 

 

 

 

 

 แน่นอนว่าทุกเรื่องเล่าต้องแฝงไปด้วยคำสอน

 สำหรับเรื่องในครั้งก็นี้สอนให้รู้ว่า ..................

 

 

 

 

 

"ช่างหัวโคอาล่ามันเหอะ"

 

edit @ 18 Aug 2009 18:07:53 by repirnu